การรักษารอยแผลเป็น

สาเหตุเกิดรอยแผลเป็น

โดยปกติทั่วไปแล้วการเกิดรอยแผลเป็นขึ้นบริเวณของร่างกาย เป็นสิ่งที่หลาย ๆคนไม่พึ่งประสงค์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการแต่งตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่บางที่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้

ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากสิ่งใดก็ตาม รอยแผลเป็นนั้นก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว และที่สำคัญคือยากที่จะเลือนหายไปในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงมาดูว่า รอยแผลเป็น ที่สามารถพบได้บ่อย ๆ จะพอมีวิธีรักษาได้อย่างไรบ้าง

รอยแผลเป็นหลุมจากสิว

1. รอยแผลเป็นหลุม

สาเหตุที่เราสามารถพบได้บ่อยคือ เกิดมาจากการเป็นสิว โดยเฉพาะหลาย ๆคนที่ชอบแกะหรือบีบหัวสิวเป็นประจำ ส่วนสาเหตุอื่นก็อาจจะมาจากโรคบางชนิด อาทิเช่น โรคอีสุกอีใส เป็นต้น สามารถทำให้ตื้นขึ้นได้ด้วยการทำ MD (Microdermobrasion)

คือการทำในลักษณะกรอผลัดผิว ด้วยอลูมิเนียมออกไซต์คริสตัล ซึ่งมีขนาดที่ละเอียดและเล็กมาก โดยผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว วิธีการทำจะเป็นการกรอผิวหน้าในส่วนที่มี ความลึกแค่ระดับหนังกรำพร้า เท่านั้น และจะเพิ่มกลไกต่อร่างกายให้มีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นมา

ดังนั้นจึงทำให้ใบหน้านั้นกลับมาเรียบและเนียนขึ้น ใสขึ้น และจะช่วยให้รอยด่างดำที่มีอยู่เดิมได้จางลงไปด้วย แต่วิธีการแบบนี้อาจจะต้องมีการทำซ้ำประมาณ 1-2 อาทิตย์ต่อครั้งของการรักษา โดยกระทำต่อเนื่องกันไปประมาณ 7-10 ครั้งถึงจะได้ผลที่ดี

อีกวิธีหนึ่งใน การรักษารอยแผลเป็นหลุม คือ การใช้ Aramis Laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกกันว่า เลเซอร์เย็น โดยแพทย์จะทำการฉายแสงเลเซอร์ไปยังบริเวณที่เป็นรอยหลุม ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นในเกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ผลที่ได้จะทำให้รอยแผลเป็นนั้นตื้นขึ้น โดยทำเพียงแค่เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น ไปประมาณ 3-5 ครั้งก็จะเห็นผลที่ดีชัดเจน

ส่วนถ้าบริเวณที่เป็นแผลเป็นหลุมมีรอยแดง ๆด้วย ซึ่งปกติถ้าปล่อยทิ้งไว้รอยแดงก็จะเลือนหายไปเอง แต่อาจจะต้องเวลาค่อนข้างนานสักหน่อย แต่ถ้าอยากจะให้เห็นผลที่เร็วขึ้น อาจจะใช้เลเซอร์อีกชนิดหนึ่งในการรักษาเรียกว่า Vbeam

โดยที่วิธีการทำการรักษานั้นไม่ยุ่งยาก สะดวกรวดเร็วและไม่เจ็บด้วย ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการทายาชา และรอในยาออกฤทธิ์ สามารถกระทำซ้ำได้ทุก 2-3 อาทิตย์ เพียงเท่านี้อาการรอยแดงบนแผลเป็นนั้นก็จะจางหายไปได้เร็วขึ้น

รอยแผลเป็นบนใบหน้า

2. รอยแผลเป็นนูน

บริเวณที่สามารถพบได้บ่อย ๆก็คือ บริเวณหัวไหล่ หน้าอก บริเณของหลังส่วนบน หรืออาจพบได้จากแผลที่เกิดจากการผ่าตัด แผลเป็นจากการเกิดสิวได้ด้วย และถ้าเป็นชนิดที่เรียกว่า คีลอยด์ (Keloid) คือจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าแผลเป็นปกติมาก โดยมีสีแดงและอาการเจ็บร่วมอยู่ด้วย จะพบได้แม้กระทั่งมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เช่น จากการฉีดวัคซีน เป็นต้น

ดังนั้นถ้ามีแผลเป็นคีลอยด์ก็ ควรหลีกเลี่ยงเรื่องการผ่าตัด เป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงว่าเป็นคนที่เกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะทำการผ่าตัดแผลคีลอยด์ออกไป ก็สามารถเป็นและกลับคืนมาได้อีก และอาจจะเกิดเป็นแผลที่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ตัดออกไป แต่จะใช้วิธีการฉีดยาเข้าไปบริเวณแผลเป็นนูนแทน ซึ่งอาจจะรู้สึกเจ็บบ้างในขณะที่ทำการฉีดยาเข้าไป หรืออาจจะใช้วิธีการใช้ เลเซอร์ Vbeam ก็สามารถช่วยให้แผลเป็นยุบตัวลง และยังช่วยลดอาการแดงของแผลลงอีกด้วย และสามารถกระทำซ้ำได้ทุก ๆเดือนจนกว่าแผลเป็นนูนนั้นจะยุบลงจนเป็นที่น่าพอใจ

รอยแผลเป็นนูน

เอาใจใส่รอยแผลเป็น

เมื่อเกิดเป็น รอยแผลเป็น ขึ้นมาจึงไม่ควรปล่อยไว้ให้เนินนาน เพราะอาจจะทำให้การรักษานั้นยาก ใช้เวลาในการรักษานานและไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

ดังนั้นจึงควรรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และทำการรักษาให้ถูกวิธี รอยแผลเป็นก็สามารถที่จะเรียบ และรอยแดงก็จางลงได้ โดยใช้ระยะเวลาในการรักษาแก้ไขไม่นาน