รอยแผลเป็น และการลบรอยแผลเป็น

ภาพแผลเป็นก่อนการรักษา 1

แผลเป็น

ปัจจุบันการแต่งกายจะนิยมโชว์รูปร่างและผิวพรรณ หากมีผิวเนียน ปราศจากริ้วรอยจุดด่างดำหรือตำหนิรอยแผลเป็น ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง

แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีผิวพรรณที่ขาวเนียนชวนสัมผัส แต่มีริ้วรอยของแผลเป็นปรากฎอยู่ ก็จะเป็นการยากที่จะปกปิดแผลเป็นนั้น ให้รอดพ้นจากสายตาของผู้คนรอบข้าง อาจจะทำให้ขาดความมั่นใจในการแต่งกาย ไม่สามารถแต่งได้ตามสมัยนิยมเหมือนคนอื่น ๆ ได้

เนื่องจากเป็น แผลที่น่าเกลียด และยังก่อให้เกิดอาการคันได้อีก ซึ่งก่อให้เกิดความรำคาญ และอาจจะขยายวงกว้างขึ้นได้อีกด้วย

ภาพแผลเป็นหลังการรักษา 1

แผลเป็นมีอยู่ด้วยกัน 3 ลักษณะคือ

1. แผลเป็นที่มีสีผิดปกติ คือ การมีสีที่เข้มหรืออ่อนกว่าสีผิวปกติที่อยู่รอบ ๆ และมองเห็นแผลได้ชัดเจน

2. แผลเป็นที่เกิดจากการดึงรั้งของผิวหนัง ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวไปตามแรงดึงรั้งของแผล จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น แผลเป็นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือแผลเป็นใบหน้าที่เกิดมาจากอุบัติเหตุ

3. แผลเป็นที่มีรูปร่างผิดไปจากผิวหนังเดิม เช่น แผลเป็นนูน หรือแผลเป็นที่มีรอยบุ๋มลงไป ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

3.1 แผลนูนชนิดธรรมดา จะเกิดหลังจากการผ่าตัดหรือการเย็บแผลใหม่ ๆ แผลจะมีลักษณะนูนอย่างเดียว ไม่ขยายขอบออกจากแผลเก่า ซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กลงได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร หรืออาจจะนวดเบา ๆ ทุกวัน แผลนูนชนิดนี้ก็อาจจะยุบลงได้

3.2 แผลนูนชนิดคีลอยด์ เป็นแผลเป็นลักษณะนูนแข็ง และเห็นได้ชัดเจนจากผิวหนังปกติ และยังสามารถลามออกไปทางผิวหนังด้านข้างได้ด้วย มักจะมีอาการคันร่วมด้วย

ซึ่งสามารถพบได้จากแผลเกิดจากถูกมีดบาด หรือแผลหลังการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดใส้ติ่ง หลังคลอดบุตร การปลูกฝี หรือแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นต้น แผลเป็นลักษณะนี้ จะดูคล้าย ๆ ตัวปลิง หรือตัวตะขาบมาเกาะอยู่ที่ร่างกาย

ภาพแผลเป็นก่อนการรักษา 2

วิธีการรักษาแผลเป็น

จากลักษณะแผลเป็นข้างต้น ทางวงการแพทย์ก็ได้พยายามคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ ๆ เสมอ เพื่อให้แผลเป็นนั้นคืนกลับสู่สภาพเดิม แต่ก็ยังไม่มีวิธีใดที่สามารถทำให้หายเป็นปกติได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่ก็สามารถทำให้ดีกว่าเดิมได้

ดังนั้นจึงควรรีบมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ปรึกษาและหาวิธีการรักษาตั้งแต่แผลนั้นยังเล็ก ๆ ตั้งแต่แรก จะได้ป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น

ขั้นตอนการรักษาแผลเป็น

1. ใช้ยาทาแก้แผลเป็น เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาที่เป็นซิลิโคนเจล ยาที่มีวิตะมิน E หรือวิตะมิน A เป็นส่วนประกอบ ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะช่วยลดอาการคัน หรือทำให้แผลเป็นสีจางลง บางลงได้บ้าง และอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร

2. การใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดแผลเป็น ซึ่งจะช่วยได้ในแผลเป็นใหม่ ๆ ช่วยการขยายตัวของแผล ซึ่งถ้าแน่ใจว่ารอยแผลที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดเป็นแผลเป็นก็ให้รีบไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

3. การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าใต้แผล เพื่อให้แผลเป็นนูนยุบตัวลง โดยจะต้องทำการฉีดหลาย ๆ ครั้ง ครั้งละประมาณ 0.5 - 1 ซีซี ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลนั้นจะแบนราบ ซึ่งแต่ลักษณะของแผลเป็นจะใช้เวลาไม่เท่ากัน โดยแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลามากขึ้น

4. การผ่าตัดเอาแผลเป็นเก่าออก โดยเย็บแผลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่อาจจะใช้กับแผลเป็นได้บางชนิด การผ่าตัดนั้นจะทำได้ต่อเมื่อแผลเป็นนั้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น และแผลเป็นถ้ามีลักษณะเป็นแผลกว้าง ก็อาจจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดย้ายผิวหนัง จากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมาปิดเพิ่ม

5. กรณีแผลเป็นแบบรอยบุ๋ม อาจจะใช้วิธีการฉีดสารสังเคราะห์ เช่น คอลลาเจน สาร HA อาติคอล เข้าไปที่รอยบุ๋ม เพื่อให้ผิวหนังนั้นเต็มขึ้นมา แต่จะอยู่ได้ประมาณ 6 - 8 เดือน หลังจากนั้นจะต้องเข้ามาฉีดยาเพิ่มเติมใหม่ เนื่องจากสารพวกนี้จะยุบตัวลงเอง และปลอดภัยต่อร่างกาย

6. แผลเป็นที่มีการเปลี่ยนสีผิว เช่น สีเข้มหรืออ่อนกว่าสีผิวข้างเคียง แพทย์อาจจะแก้ไขด้วยการสักสีเข้าไปที่ในแผลเป็น เพื่อให้สีผิวใกล้เคียงกันกับสีผิวปกติ

7. การใช้เลเซอร์หรือการกรอผิว เพื่อทำการปรับสภาพผิว ในกรณีที่มีแผลตื้น ๆ อาจจะใช้วิธีการฉายรังสีป้องกัน เพื่อไม่ให้แผลนั้นนูนมากขึ้น

จากการรักษาทั้งหมด ก็จะไม่ทำให้แผลเป็นนั้นหายไปได้ทั้งหมด แต่ก็จะดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง จนไม่เป็นที่สังเกตุเห็นได้อย่างชัดเจน

ภาพแผลเป็นหลังการรักษา 2

การดูแลตนเองหลังการรักษาแผลเป็น

1. กรณีที่มีการผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น แพทย์จะแนะนำให้มีการนวดแผลร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดเป็นแผลเป็นใหม่ นอกจากนี้ควรระมัดระวังไม่ให้แผลติดเชื้อ และเรื่องความสะอาดด้วย โดยเฉพาะเวลานวดแผลจะต้องล้างมือให้สะอาดเสมอ

2. ในการรักษาแผลเป็น ไม่ว่าวิธีใด ควรระมัดระวังในเรื่องไม่ให้เกิดการระคายเคืองกับแผล เช่น ไม่ควรเกาหรือขัดด้วยสารเคมี เนื่องจากอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น หากเกิดอาการคันจริง ๆ ก็ควรใช้วิธีลูบเบา ๆ แทนการเกาแรง ๆ เพราะอาจจะทำให้แผลปูดนูนขึ้นมาได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใด ที่จะรักษารอยแผลเป็นให้หายได้สมบูรณ์ แต่เมื่อเริ่มรู้ว่าจะเกิดอาการดังกล่าว แล้วรีบทำการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

จากรอยแผลเป็นที่ปูดนูนหรือมีสีเข้ม ก็สามารถทำให้แผลเป็นราบเรียบและสีจางลงได้ ด้วยวิธีต่าง ๆ ที่แพทย์จะเลือกใช้ในการรักษา เพื่อให้เหมาะสมกับแผลเป็นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะใช้เวลามากน้อยต่างกันไป