ลดความอ้วน เพื่อเรือนร่างที่เพรียวงาม

ภาพก่อนลดความอ้วน

ความอ้วน

สามารถสร้างปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาได้ เช่น เรื่องของเสื้อผ้า ถ้าอ้วนมาก ๆ ก็จะหาขนาดใส่ไม่ได้ จะต้องสั่งตัดอย่างเดียว หรือเวลาจะนั่งก็จะต้องดูว่าจะรับน้ำหนักได้หรือไม่ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาสังคมอื่น ๆ ที่ทำให้กังวลและหมดความมั่นใจให้ที่สุด

ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ ความอ้วนทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ เช่น ความดัน โลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ กระดูกเข้าสึกและเสื่อม โรคเบาหวาน เป็นต้น โรคภัยต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถเกิดกับคนที่อ้วนมาก หรืออ้วนน้อยได้ทั้งสิ้น

ดังนั้นการไม่อ้วนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่ยังไม่อ้วนก็พยายามควบคุมหน้ำหนักให้ดี เพราะความอ้วน สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สาเหตุที่เกิดของความอ้วน

1. รับประทานอาหารมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย ข้อนี้เป็นสาเหตุหลักและสำคัญมาก

2. สตรีวัยหมดประจำเดือน น้ำหนักมักจะเพิ่มขึ้น

3. คนสูงอายุ ถ้าไม่ระมัดระวังเรื่องการทานอาหารประจำ จะทำให้อ้วนง่าย เนื่องจากร่างกายจะเผาผลาญ อาหารได้น้อยลง

4. ภาวะจิตใจผิดปกติ เช่น หงุดหงิด เครียด อารมณ์เสีย จะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น และทานจุกจิก

5. ภาวะผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะบกพร่องของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ตับอ่อน เป็นต้น

6. เกิดจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ และลักษณะวัฒนธรรมการกินอาหารต่าง ๆ

ภาพกำลังลดความอ้วน

วิธีการลดความอ้วน

จากสาเหตุข้างต้นพอที่จะทราบ สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว หรือว่าอ้วนขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องมาทราบ วิธีป้องกันหรือลดความอ้วน เพื่อไม่ให้ความอ้วนเข้ามาบั่นทอนสุขภาพจิต ซึ่งจะก่อให้เกิด โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตามมาอย่างไม่คาดคิด

1. ควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจปฏิบัติ โดยลดการบริโภคอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาล ควรเลือก รับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ และทานให้ตรงเวลาเสมอ ในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นรับประทานผักและผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด

ส่วนอาหารจำพวกโปรตีนควรเลือกเนื้อจากสัตว์น้ำ เช่น ปู กุ้ง และปลา มากกว่าเนื้อจากสัตว์บก เช่น หมู เป็ด ไก่ วัว เป็นต้น และควรเลือกเนื้อที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการทอด เนื่องจากน้ำมันทุกชนิดให้พลังงานแคลอรี่สูงมาก

2. หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15 -30 นาที โดยควบคู่กับการควบคุมอาหาร

3. การผ่าตัดแก้ไข โดยศัลยแพทย์ตกแต่ง ในกรณีที่อ้วนมาก และลดน้ำหนักไม่ลง เช่น ผ่าตัดรัดกระเพาะ เป็นต้น

4. การใช้ยา ทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพร เช่น การทานยาลดน้ำหนัก

ดังที่กล่าวมาในตอนแรก ประการสำคัญคือ การควบคุมการรับประทานอาหาร ไม่ตามใจปาก และออกกำลังกาย ด้วยอย่างสม่ำเสมอ ความอ้วนก็จะสามารถลดลงได้ไม่ยาก

แต่หากวิธีข้างต้นไม่ได้ผล ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องลดน้ำหนักทันที เพื่อจะให้ได้คำแนะนำ รวมถึงวิธีการใช้ยาว่าแบบไหน จะเหมาะสมในแต่ละบุคคล ส่วน ผลข้างเคียงของยา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับบางท่านได้ ในระหว่าการทานยาลดน้ำหนัก เช่น คอแห้ง กระหายน้ำ ใจสั่น เป็นต้น

ภาพหลังลดความอ้วน

การทานยาลดน้ำหนัก

ปกติทั่วไป ยาลดความอ้วน เป็นยาที่มีฤทธื์กว้าง ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับร่างกาย และช่วยลดความหิว ความอยากอาหาร

ดังนั้นการใช้ยาให้ได้ผลและปลอดภัย ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดการแพ้ยา การได้ยาเกินขนาด หรือได้ยาที่ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

ในปัจจุบันทางโรงพยาบาล ก็ได้มีการนำเอาสมุนไพรมาใช้ในการลดความอ้วนด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก หรืออาจไม่มีเลย สิ่งที่สำคัญในการทานยาลดน้ำหนัก คือ ต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ตามคำแนะนำของแพทย์ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

ข้อควรปฎิบัติในการทานยาลดน้ำหนัก

1. เมื่อน้ำหนักลดลงตามที่ต้องการแล้ว ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดของยาให้ลดลง และเพื่อทำให้น้ำหนักคงที่

2. หลังจากการหยุดทานยา ควรรับประทานอาหารแค่พออิ่ม

3. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ควรเลือกทานอาหารประเภทนึ่ง เผา ย่าง และต้ม

4. หลีกเลี่ยงรับประทานของหวาน น้ำหวาน หรือน้ำอัดลม

5. ควรรับประทานอาหาร เฉพาะในมื้ออาหาร ไม่ทานจุกจิก

6. ไม่วางอาหารจานโปรดหรือของว่างไว้ใกล้ตัว เพราะอาจจะทำให้ทานได้มาก และตามใจปาก

7. ควรเตรียมอาหารให้พอดี ไม่ควรเหลือ เพราะจะทำให้ทานมากเกินไป เนื่องด้วยความเสียดาย

8. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงาน และลดไขมันส่วนเกิน

การลดความอ้วน เป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน และลดการรับพลังงาน ดังนั้นวิธีการของการลดน้ำหนัก สามารถทำได้โดยการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย

การทานยาลดน้ำหนัก ตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง หรือ การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ ในกรณีที่อ้วนมาก และไม่สามารถจะใช้วิธีการอื่นได้ นอกจากการผ่าตัดเอาไขมันส่วนเกินออกไปเท่านั้น